ประวัตินครศรีธรรมราช

อาณาจักรศรีวิชัย

            จุดเริ่มต้นของชื่ออาณาจักรศรีวิชัยมาจากการอ่านศิลาจารึกหลักที่ 23 ซึ่งมีศักราชกำกับว่าปีพุทธศักราช 1318 ที่พบทางภาคใต้ของประเทศไทยในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือสุราษฎร์ธานี จารึกมีข้อความที่กล่าวถึง “พระเจ้ากรุงศรีวิชัย”และเมื่อนำไปประกอบกับบันทึกของภิษุอี้จิง (I-Ching) ซึ่งได้ได้เดินโดยทางเรือจากเมืองกวางตุ้งมาศึกษาพระธรรมวินัยในปี พ.ศ.1214 ได้กล่าวถึงเมื่อเดินทางเรือมาได้ 20 วัน ได้แวะอาณาจักรโฟชิ (Fo-Shih)ท่านได้แวะศึกษาไวยากรณ์ภาษาสันสกฤตอยู่ 6 เดือนก่อนที่จะเดินทางไปอินเดีย หลังจากศึกษาที่อินเดียอยู่ 10 ปี ได้กลับมาที่โฟชิอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้นได้กลายเป็นอาณาจักร ชิลิโฟชิ (Shih-li-Fo-Shih) ไปแล้ว ศาสตราจารย์ยอร์จ เซเดย์ สรุปว่าอาณาจักรเชลิโฟชิ ก็คือ อาณาจักรศรีวิชัยอันเป็นอาณาจักรหนึ่งที่มีอำนาจทางการเมืองมั่นคง มีอาณาเขตกว้างขวางครอบคลุมหมู่เกาะต่าง ๆ บริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์ ตลอดขึ้นมาถึงดินแดนบางส่วนของคาบสมุทร โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

            นักโบราณคดีหลายท่านมีความเห็นสอดคล้องกับศาสตราจารย์ยอร์จ เซเดย์ เนื่องจากได้พบศิลาจารึก 8 หลักบนเกาะสุมาตรา มีอยู่ 2 หลัก กำหนดอายุในช่วงเดียวกับการเดินทางมาถึงของภิกษุอี้จิง อย่างไรก็ตามนักวิชาการ เช่น ราเมชจันทร์ มาชุมดาร์ ควอริทช์-เวลส์ และหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี  มีความเห็นว่าศูนย์กลางของ ศรีวิชัยควรจะอยู่บนคาบสมุทรมาเลย์ โดยเฉพาะหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี มีความเห็นว่า จารึกที่กล่าวถึงอาณาจักรศรีวิชัยที่พบที่ไชยา สุราษฎร์ธานี นั้น เป็นจารึกภาษาสันสกฤตซึ่งตรงกับบันทึกของภิกษุอี้จิง ในขณะที่จารึกที่พบบนเกาะสุมาตราเป็นภาษามลายูโบราณ และเมื่อพิจารณาถึงการเดินเรือเพียง 20 วัน ของภิกษุอี้จิงควรถึงแค่เมืองไชยา สุราษฎร์ธานี และคงไม่ผ่านเส้นศูนย์สูตรไปถึงเกาะสุมาตรา รวมทั้งทางภาคใต้ของประเทศไทยก็ได้พบโบราณวัตถุ โบราณสถาน ซึ่งมีลักษณะที่เรียว่า“ศิลปกรรมแบบศรีวิชัย”กำหนดอายุในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-18

            ลักษณะศิลปะแบบศรีวิชัยส่วนมากเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน จึงมักพบพระรูปพระโพธิสัตว์ เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ไวโรจนะ และศิลปะวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ในลัทธิไวษณพนิกาย นอกจากนั้นยังพบร่องรอยของสถาปัตยกรรมตลอดจนโบราณสถานในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ ทั้งในปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา และคาบสมุทรมาเลย์ทางภาคใต้ของประเทศไทย

            อย่างไรก็ตามปัญหาเกี่ยวกับอาณาจักรศรีวิชัยที่ยังเป็นประเด็นของการศึกษาค้นคว้าจาก    นักวิชาการยังมีข้อถกเถียงกัน 2 ประเด็นที่สำคัญคือ

            1. รูปแบบทางการเมือง เมืองต่าง ๆ บนคาบสมุทรหรือหมู่เกาะต่างมีพัฒนาการและมีความสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ในลักษณะที่เป็นสมาพันธรัฐ ที่มีศูนย์กลางของอำนาจที่เปลี่ยนไปตามการผันแปรทางการเมืองและเศรษฐกิจ

            2. รูปแบบทางศิลปวัฒนธรรม เมืองต่าง ๆ เหล่านี้มีวัฒนธรรมร่วมกัน คือ การนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ซึ่งแสดงออกด้วยรูปแบบที่เรียกว่า “ศิลปกรรมแบบศรีวิชัย”

            จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบโดยกว้างจากปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย มาจนถึงคาบสมุทรมาเย์และทางภาคใต้ของประเทศไทย ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับศรีวิชัยคือ “ศรีวิชัย” ไม่ใช่ชื่ออาณาจักรที่มีศูนย์กลางของอำนาจในทางการเมืองและควบคุมเศรษฐกิจอยู่เมืองใดเมืองหนึ่งเพียงแห่งเดียว แต่ศรีวิชัยเป็นชื่อกว้าง ๆ ทางศิลปะ และวัฒนธรรมของบ้านเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการค้าทางทะเลแถบคาบสมุทร กลุ่มบ้านเมืองหรือแว่นแคว้นต่าง ๆ เหล่านี้มีวัฒนธรรมร่วมกันคือ การนับถือพุทธศาสนามหายานและมีรูปแบบศิลปกรรมแบบศรีวิชัยเช่นเดียวกัน แว่นแคว้นและบ้านเมืองทั้งบนผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะเกี่ยวข้องกันในลักษณะของสหพันธรัฐที่มีศูนย์กลางอำนาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผันแปรทางเศรษฐกิจ

            ความ สำคัญของศรีวิชัยที่ปรากฏจากจดหมายเหตุของจีนสมัยราชวงศ์ถังคือเป็นศูนย์ กลางการค้าขายสินค้าข้ามสมุทรทางฝั่งทะเลตะวันตกและตะวันออก ผ่านช่องแคบมะละกา ดังนั้นจึงได้พบ ลูกปัดจากดินแดนทางตะวันตกและเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งพบเรื่อยลงมาทั้งที่เกาะสุมาตราและทางภาคใต้ของประเทศไทย แต่ในที่สุดความรุ่งเรื่องทางการค้าของศรีวิชัยก็ลดลงเมื่อจีนได้พัฒนาเรือ ที่ค้าขายและทำการค้าขายโดยตรงกับบ้านเมืองที่อยู่ชายฝั่งทะเลตั้งแต่พุทธ ศตวรรษที่ 16 และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ทำให้เมืองทางแถบคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไทยรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

            สำหรับทางภาคใต้ของประเทศไทย พบหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นบ้านเมืองและแคว้นหรือรัฐร่วมสมัยอาณาจักรศรีวิชัยคือ (สุจิตต์  วงษ์เทศ และคณะ, 2531 : 58-70) แคว้นไชยา มีขอบเขตตั้งแต่อำเภอท่าชนะ อำเภอไชยา อำเภอเมือง และอำเภออื่น ๆ ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีไชยาเป็นศูนย์กลาง พบศาสนสถานและศิลปกรรมหลายแห่ง เช่น   ที่วัดแก้วไชยา พระพุทธรูปและพระพิมพ์ต่าง ๆ แคว้นนครศรีธรรมราช มีขอบเขตในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อที่ปรากฏตามหลักฐานและเอกสารต่าง ๆ คือ “ตามพรลิงค์” แคว้นสทิงพระมีขอบเขตจากบริเวณรอบทะเลสาบสงขลาถึงจังหวัดพัทลุง พบร่องรอยโบราณศิลปวัตถุสถานที่นับถือศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา แคว้นปัตตานี มีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่จังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา พบร่องรอยเมืองท่าที่สำคัญคือตรังและเมืองตะกั่วป่า

ประวัติเมืองนครศรีธรรมราช

            จากการขุดค้นและโบราณสถานโบราณวัตถุต่างๆ สามารถย้อนไปได้ถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ นับพันหมื่นปี จนกระทั่งเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานบันทึกปรากฏชื่อเป็นที่รู้จักในหมู่นักเดินเรือ และพ่อค้าชาวอินเดีย อาหรับและจีน ในชื่อว่า ตามพรลิงค์ บ้าง กะมะลิง บ้าง ตั้งมาหลิ่ง บ้าง ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 600-700 และชุมชนนครศรีธรรมราชได้พัฒนาจนเป็นชุมชนใหญ่ รับอิทธิพลศาสนาพราหมณ์จากอินเดียตลอดแนวชายฝั่ง ตั้งแต่เขตสิชลจนถึงเขตตำบลท่าเรือของอำเภอเมืองในปัจจุบัน มีโบราณสถานหลงเหลืออยู่มากมาย โดยเฉพาะที่บริเวณ อุทยานประวัติศาสตร์เขาคาและเขตอำเภอสิชลซึ่งได้ค้นพบเทวรูปพระวิษณุศิลา ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในเอเซียอาคเนย์คือประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 กับยังพบศิลาจารึกขนาดใหญ่ ที่เก่าแก่ที่สุดหลักหนึ่งของประเทศไทย คือมีอายุครั้งพุทธศตวรรษที่ 11 ณ หุบเขาช่องคอย อำเภอร่อนพิบูลย์ มีข้อความบูชาพระศิวะและเชิดชูคนดีว่า “ถ้าคนดีอยู่ในหมู่บ้านของชนเหล่าใดความสุขและผล(ประโยชน์) จักมีแก่ชนเหล่านั้น” อีกด้วย
            หลังพุทธศตวรรษที่ 10 เริ่มพบร่องรอยพุทธศาสนาในนครศรีธรรมราช และเชื่อว่านครศรีธรรมราชพัฒนาจนเป็นศูนย์กลาง ของอาณาจักรศรีวิชัย ดังปรากฏหลักฐานบน ศิลาจารึกหลักที่ 23 วัดเสมาเมืองที่จารึกไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 1318 ว่า

            “พระเจ้ากรุงศรีวิชัยผู้ประกอบด้วยคุณความดีและเป็นเจ้าแห่งพระราชาทั้งหลาย ในโลกทั้งปวงได้ทรงสร้างปราสาทอิฐทั้งสามนี้ เป็นที่บูชาพระโพธิสัตว์เจ้าผู้ถือดอกบัว (คือปทุมปาณี) พระผู้ผจญพระยามาร (คือพระพุทธเจ้า) และพระโพธิสัตว์เจ้าผู้ถือวัชระ (คือวัชรปาณี) พระองค์ได้ถวายปราสาททั้งสามนี้แก่บรรดา พระชินราชอันประเสริฐสุดซึ่งสถิตอยู่ในทศทิศ ณ สถานที่แห่งนี้ “   ร่วมกับศิลจารึกอีกหลายหลัก เช่น ศิลาจารึกหลักที่ 29 วัดพระบรมธาตุเมืองนคร ภาษาทมิฬ พุทธศตวรรษที่ 9-10, ศิลาจารึกหลักที่ 28 วัดพระบรมธาตุเมืองนคร ภาษา มอญโบราณ พุทธศตวรรษที่ 12 และศิลาจารึกหลักที่ 27 วัดมเหยงค์ ภาษาสันสกฤตอักษรคล้ายเขมร พุทธศตวรรษที่ 12-14 ที่จารึกไว้ว่า

            “…บุญกุศลอื่นๆ ตามคำสอนคือการปฏิบัติพระธรรมไม่ขาดสักเวลา การบริบาลประชาราษฎร์ การทนต่ออิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ การชำนะอินทรีย์…”

            นอกจากนี้ยังมีหลักฐานจากจดหมายเหตุพงศาวดารของชนชาติต่างๆ ซึ่งเรียกชื่อนครศรีธรรมราชต่างๆ กันไปดังนี้ ตามพลิงคม,ตามพรลิงค, มาหมาลิงคม, ตั้งมาหลิ่ง, ตันมาลิง, ตมลิงคาม, ตามพรลิงเกศวร, ตามโพลิงเกศวร, โฮลิง, โพลิง, เชียะโท้ว, โลแค็ก, ลิกอร์, ละคอน,คิวคูตอน,สิริธรรมนคร, ศรีธรรมราช, สุวรรณปุระ,ปาฏลีบุตร, ชิหลีโฟซี, ชวกะ, ซาบัก

            ช่วงที่นครศรีธรรมราชมั่นคงที่สุดในประวัติศาสตร์คือในพุทธศตวรรษที่ 17-19 อันเป็นรัชสมัยของราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช ซึ่งได้สถาปนาพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ลงในนครศรีธรรมราชอย่างมั่นคง ก่อนที่จะแผ่ขยายไปยังดินแดนของแหลมทอง นครศรีธรรมราชครั้งนั้นกว้างขวาง มีเมืองขึ้นรายรอบ 12 เมือง เรียกว่า เมืองสิบสองนักษัตรตั้งแต่ชุมพรลงไปถึงเมืองปาหัง กลันตันและไทรบุรี กับนครศรีธรรมราชยังเคยกรีฑาทัพเรือที่มีแสนยานุภาพไปตีลังกาถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังพบร่องรอยความสัมพันธ์และยกทัพสู้รบระหว่างกันของนครศรีธรรมราชกับเขมรโบราณ ละโว้ ตลอดจนชวาโบราณอีกด้วย

            หลังจากพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา นครศรีธรรมราชเข้ารวมอยู่ในราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยตลอดมาจนอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ทั้งในฐานะเมืองประเทศราช เมืองพระยามหานครและหัวเมืองเอกเป็นหลักเมืองเดียวของไทยทางภาคใต้ตลอดมา เป็นแหล่งวิทยาการความรู้ ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาและการค้าขายต่างชาติทั้งกับจีน อินเดีย และชาวยุโรป และเมื่อใดที่เกิดเหตุการณ์ระส่ำระสายในราชธานีนครศรีธรรมราชก็จะมีบทบาทแข็งขันขึ้นมา เช่น ครั้งผลัดเปลี่ยนแผ่นดินพระเจ้าอาทิตยวงศ์ผู้เยาว์เมื่อ พ.ศ. 2172 ซึ่งพระยากลาโหมสุริยวงศ์ต้องการขึ้นครองราชแทน โดยวางแผนกำจัดออกยาเสนาภิมุข (ยามาดา)เจ้ากรมอาสาญี่ปุ่นผู้มีอำนาจมากในกรุงศรีอยุธยาในเวลานั้น ให้ออกไปเสียจากกรุงศรีอยุธยา ขณะที่นครศรีธรรมราช ซึ่งกบฏเพราะเห็นความวุ่นวายในกรุง จึงถูกกำหนดมอบหมายให้ออกญาเสนาภิมุขยกทัพไปปราบสำเร็จ แต่ออกญาเสนาภิมุขก็เสียที่กบฏที่ปัตตานีบาดเจ็บ แล้วถูกยาพิษของพระยามะริด ที่ออกมาช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราชถึงแก่กรรมลงพร้อมกับพระยากลาโหมสุริยวงศ์ปราบดาภิเษกขึ้นเป็น พระเจ้าปราสาททอง นครศรีธรรมราชจึงกบฏตั้งตนเป็นอิสระอีก แต่ก็ถูกปราบลงด้วยทัพของกรุงศรีอยุธยาอีกคำรบหนึ่ง

            ครั้งต่อมา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งศรีปราชญ์กวีเอกในสมัยนั้น ก็ถูกเนรเทศมาจบชีวิตที่นครศรีธรรมราช ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2227 พระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นครองราช เมืองนครศรีธรรมราชเป็นกบฏอีกครั้งซึ่งกว่าจะตีแตกต้องรบพุ่งกันอยู่นานถึง 3 ปี จากนั้นนครศรีธรรมราชได้มีสัมพันธภาพที่ดีกับกรุงศรีอยุธยาช่วงสั้นๆ ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระบรมธาตุมากมายทั้งองค์พระบรมธาตุ เจดีย์ ลายปูนปั้นพระมหาภิเนกษกรรมและพระวิหารหลวง แต่พอสิ้นรัชกาลกรุงศรีอยุธยาก็ระส่ำระสายกระทั่งเสียกรุงครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 พระปลัดหนูเมืองนครศรีธรรมราช จึงรวบรวมผู้คนตั้งตัวเป็นชุมชุมเจ้านครศรีธรรมราช แล้วรบพุ่งแพ้ต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งทรงมีพระราชดำริว่า เจ้านครไม่มีความผิดที่ได้รบพุ่งกันก็เพราะต่างคนต่างถือตัวเป็นใหญ่ หลังกรุงแตก ไม่ทรงลงความเห็นว่าเจ้านครเป็นขบถ   ทรงให้กลับออกไปครองเมืองนครศรีธรรมราชอีก เป็นพระเจ้าขัติยราชนิคม สมมติมไหศวรรย์ พระเจ้านครศรีธรรมราช เจ้าขัณฑสีมา มีเกียรติเสมอเจ้าประเทศราช ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชวิจารณ์ว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงปรารภเรื่องสืบสันตติวงศ์โดยให้กรมขุนอินทรพิทักษ์ ลูกเธอองค์หนึ่งครองกรุงกัมพูชา ให้เจ้าทัศพงศ์ลูกเธอองค์หนึ่งซึ่งภายหลังเป็นพระพงศ์นรินทร์ ซึ่งเป็นหลานเจ้านครครองเมืองนครศรีธรรมราช ส่วนกรุงธนบุรีนั้นจะมอบราชสมบัติประทานเจ้าฟ้าสุพันธุวงศ์ ที่เรียกว่าเจ้าฟ้าเหม็น ด้วยเป็นพระราชนัดดาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงตั้งเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองประเทศราชไว้

            ในตอนต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ นครศรีธรรมราชนอกจากจะเป็นแหล่งศิลปวิทยาการ ตลอดจนแบบแผนประเพณี และพระไตรปิฏกซึ่งกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ต้องคัดลอก เพราะของเดิมที่กรุงศรีอยุธยา ถูกพม่าทำลายเสียหายมากแล้ว    นครศรีธรรมราชภายใต้การปกครองของเจ้านครนับแต่เจ้านครหนู, เจ้านครพัฒน์, เจ้านครน้อย ยังเจริญก้าวหน้า ปกครองหัวเมืองภาคใต้ตลอดจนมลายูสงบราบคาบกับยังเป็นสถานีค้าขายที่สำคัญของชาติตะวันตกอีกด้วย ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์จักรีกับสายเจ้านครก็ผูกพันแน่นแฟ้น เช่น คุณหญิงนุ้ยใหญ่ บุตรีเจ้าพระยานครพัฒน์ ถวายทำราชการในพระราชวังหลวงในรัชกาลที่ 1 มีพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าอรุโณทัย ได้เป็นกรมหมื่นศักดิพลเสพในรัชกาลที่ 2, และเป็นกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพในรัชกาลที่ 3 ท่านผู้หญิงอิน ภรรยาเจ้าพระยานครน้อยเป็นราชนิกูลตระกูล ณ บางช้าง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกว่าพี่อิน และบุตรีของเจ้าพระยา นครน้อยกับท่านผู้หญิงอิน 2 คนก็ได้ถวายเป็นเจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่และเจ้าจอมมารดาน้อยเล็กในรัชกาลที่ 3

            ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการปกครองแบบเทศาภิบาล เจ้าพระยานครน้อยกลางจึงลดอำนาจลง ทรงให้พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) มาเป็นข้าหลวงเทศาภิบาล มณฑลนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. 2439 นครศรีธรรมราช จึงลดฐานะลงมาตามลำดับ และเป็นที่หนึ่งใน 73 จังหวัดในที่สุด โดยครั้งหนึ่งในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ มาดำรงตำแหน่งอุปราชปักต์ใต้ ประทับ ณ วังโพธิยายรด จังหวัดนครศรีธรรมราช (รพ.มหาราชนครศรีธรรมราชปัจจุบัน)

แสดงความคิดเห็น

Powered by Facebook Comments

Leave a Reply

สถานที่ท่องเทียว,ที่เทียว,แหล่งท่องเที่ยวนครรีธรรมราช,คีรีวง,ที่พัก,การเดินทาง,หมู่บ้านคีรีวง,อากาศดีที่สุดในประเทศ,ชมพระธาตุเมืองนคร,คีรีวง ท่าหา,ชุมชนบ้านคีรีวง,เที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญนครศรี,สินค้าสบู่เปลือกมังคุด,ผ้ามัดย้อมคีรีวง,โฮมสเตย์ คีรีวง,ที่พักคีรีวง,ผลไม้คีรีวง